คุณๆ คงรู้จักสงครามโลกครั้งที่สอง หรือ WWII เป็นอย่างดีใช่ไหมครับ สงคราม WWII เรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งระดับโลก ที่ครอบคลุมทุกทวีป ทุกพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลก อันได้คร่าชีวิต ทหาร และชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไปกว่า 60 ล้านชีวิต นับว่าเป็นการสูญเสียชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์เชียวครับ แต่ถ้าเรามองในแง่ของศิลปะภาพยนตร์แล้ว สงครามโลกครั้งที่สอง กลับเป็นเหตุการณ์ที่น่าค้นหา และเชื้อเชิญให้ผู้กำกับภาพยนตร์จากนานาประเทศเลือกใช้เป็นหัวข้อสนทนาผ่านแผ่นฟิล์มของตนมาโดยตลอดจวบจนกระทั่งปัจจุบัน


   เช่นเดียวกับ สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง NHK ที่ถือโอกาสทำเก๋ฉลองครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสถานี ด้วยการสร้าง ฮารุกับนัทสึ...ความทรงจำสองหัวใจ ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบทของนักเขียนมือทองอย่าง ซูกาโกะ ฮาชิดะ (ผู้เขียนบท โอชิน) และทีมนักแสดงแถวหน้าของญี่ปุ่น อย่าง Yukie Nakama (จาก ลูกสาวเจ้าพ่อขอเป็นครู) หรือ Ryoko Yonekura (จากแม่มดเจ้าเสน่ห์ : Bewitched in Tokyo) และ Tsubasa Imai หรือที่แฟนๆ นักร้อง J pop รู้จักกันดีในนาม Tackey & Tsubasa 


   ฮารุกับนัทสึ...ความทรงจำสองหัวใจ เป็นเรื่องราวในสมัยโชวะที่ 9 ของครอบครัวชาวนาสกุล ยามาชิตะ ที่ตั้งรกรากอยู่แถบฮอกไกโด ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ท่ามกลางความเหน็บหนาวและสภาพอากาศอันแห้งแล้ง ครอบครัว ยามาชิตะ อันมีสมาชิกประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่ชาย และ 2 พี่น้องตัวเอกของเรื่อง ฮารุ วัย 9 ขวบ กับ นัทสึ วัย 7 ขวบ ต้องผจญกับความยากจนข้นแค้น จนแทบอดตาย พ่อ ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวไปประเทศ บราซิล เพื่อทำงานเป็นคนเก็บเมล็ดกาแฟในไร่แห่งหนึ่ง แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อก่อนเดินทางเพียงหนึ่งวัน นัทสึ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวป่วยเป็นโรคริดสีดวงตา ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นโรคร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้


    ฮารุให้คำมั่นสัญญากับนัทสึว่าจะกลับมาในอีก 3 ปี หลังจากที่เธอและทุกคนไปก่อร่างสร้างตัวที่บราซิลได้สำเร็จ ขอให้นัทสึรอทุกคนที่จะกลับมาพร้อมความสำเร็จในวันนั้น นัทสึพยักหน้ารับสัญญาจากพี่สาวทั้งน้ำตา ทั้งคู่กอดกันร่ำไห้อย่างเศร้าโศกโดยหารู้ไม่ว่าสัญญาในครั้งนั้นจะผูกมัดนัทสึไว้กับความหวังและความอ้างว้างนานกว่า 70 ปี


    กลวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของ ฮารุกับนัทสึ ผ่านทางจดหมาย (และการสนทนาในภายหลัง) จากบราซิลไปญี่ปุ่น และจากญี่ปุ่นถึงบราซิล ทำให้เนื้อเรื่องในหนังดำเนินไปอย่างไม่เป็นส่วนตัวมากนัก เนื่องจากท้องเรื่องของหนังดำเนินโดยให้ทั้งสองไม่ได้รับการติดต่อจากอีกฝ่ายอยู่แล้ว เนื้อความในจดหมายจึงเป็นการบรรยายสภาพบ้านเมืองของตัวเองแทนการตอบถามกับอีกฝ่าย ทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของผู้คนในภาวะสงคราม ท่าทีของรัฐที่มีต่อพลเมือง และท่าทีของพลเมืองที่มีต่อรัฐ เรื่องราวที่เป็นประเด็นหนักๆ (ที่คนญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็ยังไม่อยากพูดถึง) ในหนังและในประวัติศาสตร์ ถูกแหวกให้เราเห็นหมดจด หมดไส้ ผ่านทางปากของสองพี่น้อง ฮารุและนัทสึ


    โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของ “ความรักชาติ” ที่เรามักจะเห็นงานภาพยนตร์ (ผ่านเซนเซอร์) ของหลายๆ ประเทศพูดถึงในลักษณะ “ประเทศข้ามาที่ 1" อยู่เสมอๆ (เช่น เพอร์ ฮาเบิร์ล ของ ผู้กำกับ Michael Bay จากฮอลลีวู้ด ที่พูดถึงพี่อเมริกาในมาดเป็นพระเอ๊ก พระเอก) แต่สำหรับ ฮารุกับนัทสึ แล้ว เชื่อว่าพี่ญี่ปุ่นหลายคนคงหงายหลัง กรี๊ดสลบแน่เมื่อได้ฟังคำพูดของนัทสึหลังจากได้ข่าวว่าญี่ปุ่นแพ้สงคราม


“ญี่ปุ่นแพ้เหรอ? สงครามจบแล้วเหรอ! ดีจัง เท่านี้ฉันก็สามารถผลิตชีสได้เท่าที่ต้องการแล้วสินะ”


    นัทสึรีบแจ้นไปรีดนมวัวเพื่อมาผลิตชีสอีกครั้งโดยไม่รู้ หรือ/และ ไม่สนใจว่า ณ ขณะนั้น ฮิโรชิม่า และนางาซากิ ได้กลายเป็นฝุ่นผงไปเสียแล้ว


    ซึ่งในฐานะของภาพยนตร์ญี่ปุ่นแล้ว ฮารุและนัทสึ ถือว่า “ท้าทาย” สังคมอนุรักษ์นิยมของชาวอาทิตย์อุทัยอย่างแร๊ง พูดไปอาจจะยังนึกภาพไม่ออก เอางี้ ขอให้ลองนึกถึงภาพยนตร์ “สุริโยทัย” บ้านเราแทนนะครับ คุณจะคิดยังไง ถ้าหากฉากพระศรีสุริโยทัยโดนฟันสิ้นพระชมน์บนหลังช้าง มีชาวบ้านออกมาร้องเฮๆ ดีใจสงครามจบแหล่ว คุณจะซึ้งออกไหมล่ะพี่!


    แค่นั้นยังไม่หน่ำใจครับ เพราะต่อมาเมื่อชาวอเมริกาเข้ามาควบคุมญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามแล้ว  นัทสึ สาวเหล็กเจ้าเก่าของเราก็พยายามตีซี้คนอเมริกานามว่า ไมเคิล ขอสูตรทำคุกกี้มาพัฒนาชีสของตัวเองอีก แถมขอเฉยๆ ไม่พอยังเล่นแต่งงานกับพี่ ไมเคิล ไปอีก โอ๊ยๆ ! คิดดูนะครับ ถ้ามองจากสายตาคนญี่ปุ่นแท้ๆ ในสมัยนั้น ก็ตีตราบอกได้เลยว่าแม่นี้ “ขายชาติ” ชัวร์ป๊าบ เล่นแต่งงานกับพวกที่ฆ่าพี่น้องร่วมชาติตัวเองนับแสนนับล้านแบบนี้ กล้าไหมครับ


   แถมการแต่งงานของคุณนัทสึ ก็ไม่ได้แต่งเพราะรักทงรักแท้อะไรนะครับ เจ๊แกแต่งเพราะกลัวไมเคิลหอบสูตรหนีกลับอเมริกาไป พูดง่ายๆ แต่งงานการเมืองนะแหละ เจ๊คนนี้ ยอดไปเลยป่ะละ!

เดียวมาต่อภาคสองนะ ^^

edit @ 1 Mar 2009 22:38:38 by อุ้งตีนหมี

edit @ 1 Mar 2009 22:50:21 by อุ้งตีนหมี

edit @ 2 Mar 2009 08:09:52 by อุ้งตีนหมี

edit @ 2 Mar 2009 08:17:18 by อุ้งตีนหมี

edit @ 2 Mar 2009 09:30:36 by อุ้งตีนหมี

edit @ 2 Mar 2009 09:31:36 by อุ้งตีนหมี

ดีคร้าบบบบบบบบ เพิ่งมาเล่นใหม่ อาจจะอัพขาดๆ เกินๆ บ้าง ไงก็เข้ามาเม้นช่วยผมหน่อยนะ

 อ่านเล่นๆ เอาขำๆ นะ อย่าเครียดๆ ^^ 

 



สุดท้าย ขอส่งความสุขด้วยเพลง White Christmas ver.Jap ของ Kim John Hoon (องค์ชายยูลจากเรื่อง เจ้าหญิงวุ่นวายเจ้าชายเย็นชา) นะครับ Happy New Year คร้าบบบบบ

ปล. บทความที่เกี่ยวกับหนังเป็นการ สปอย ทั้งสิ้น 

edit @ 30 Dec 2008 14:37:04 by อุ้งตีนหมี

edit @ 30 Dec 2008 14:37:50 by อุ้งตีนหมี

edit @ 30 Dec 2008 14:39:40 by อุ้งตีนหมี

edit @ 30 Dec 2008 14:40:13 by อุ้งตีนหมี

 

 

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงเขียนหนังสือเล่าพระราชประวัติเมื่อทรงพระเยาว์ของรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ -ยุวกษัตริย์ โดยพระองค์ทรงมีดำริว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็นหนังสือที่พี่คนหนึ่งเขียนถึงน้องคนหนึ่งที่จะครบ 5 รอบ (60 พรรษา) ในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 และทรงอนุญาติให้มีการพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชนได้

                หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวส่วนพระองค์ของยุวกษัตริย์ทั้งสอง ตั้งแต่เมื่อครั้งพระประสูติกาล ไล่เรียงจนถึงการเลี้ยงดูและการอบรมของสมเด็จพระศรีนคริน-ทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า ผ่านสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและความเอ็นดูต่อน้องทั้งสองพระองค์ และนอกจากจะเป็นบันทึกที่ทรงเขียนโดยมีพระทัยรักเป็นที่ตั้งแล้ว ยังได้ทรงสอดแทรก ทรงแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการลงโทษด้วยไม้เรียว ซึ่งเป็นประเด็นที่เดินทางร่วมยุคร่วมสมัย เป็นที่ถกเถียงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

                ในหนังสือพระองค์เล่าถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่ 8) ว่าพระองค์ชายมักจะเป็นผู้ชอบแหย่คน ครั้งหนึ่งเมื่อไปอยู่ถึงเมืองโลซานน์แล้ว จะต้องมีการลงโทษ เพราะพระองค์ชายไปแกล้งผลักลูกของผู้เฝ้าบ้านในที่ที่อันตราย คือ ที่บันได แม่(สมเด็จย่า)จึงทำโทษด้วยการตีพระองค์ชายด้วยไม้เรียว โดยก่อนจะทำโทษก็ถามไปด้วยว่าทำอะไรผิดและมีการเจรจาว่าจะให้ทำโทษกี่ครั้ง ตั้งแต่นั้นมาพระองค์ชายก็ไม่ได้แกล้งใครอีกเลย

                นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเขียนเล่าถึงความเป็นอยู่ของพระองค์และน้องทั้งสองอีกว่าต้องทำทุกอย่างเป็นเวลา เช่น การกิน การนอน การเล่น การไปโรงเรียน ถ้าไม่ทำตามที่ต้องทำจะต้องถูกทำโทษหรือถูกตี โดยที่มีการอธิบายกันก่อนว่าทำไมจึงถูกตีและให้พิจารณาตนเองก่อนว่าสมควรหรือไม่ที่จะต้องโดนทำโทษ แต่ส่วนมากและอย่างยิ่งเมื่อโตขึ้นแล้ว แม่จะใช้วิธีอธิบายสิ่งที่ควรไม่ควร สิ่งที่ดีไม่ดีโดยการพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล

                ปัจจุบันการศึกษาของประเทศไทย(ถูกบอกว่า)มีความสามารถในการพัฒนาให้นักเรียน นักศึกษาสามารถคิดและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยเหตุและผล โดยไม่ต้องอาศัยไม้เรียวในการดัดนิสัยคนเหมือนครั้งในอดีต แต่สิ่งที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์จนเจนตากลับเป็นภาพการใช้ความรุนแรงของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายกัน จุดไฟเผาเพื่อนนักเรียนหญิงด้วยความหึงหวง หรือแม้กระทั่งการปาหินด้วยเหตุที่ไม่สมเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้คงสะกิดใจใครหลายคนให้หวนคิดถึงไม้เรียวที่หวดก้นเด็กให้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วนักต่อนัก

edit @ 30 Dec 2008 13:45:50 by อุ้งตีนหมี

edit @ 30 Dec 2008 18:32:57 by อุ้งตีนหมี

 

 

 

The Cider House Rules เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึง โฮเมอร์ เวลส์ (โทบี้ แมคไกวร์ ) เด็กกำพร้า ที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกขาดความรักจากพ่อและแม่แต่อย่างใด เพราะตลอดเวลาที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์คลาวด์นั้น เขาได้รับความรักและความเอาใจใส่ จาก หมอวิลเบอร์ ลาร์ช (ไมเคิล เคน ) มาโดยตลอด หมอลาร์ชเป็นคนทำคลอดและทำแท้งให้กับผู้หญิงที่มาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ รวมถึงดูแลเด็กๆ ทุกคน เปรียบเสมือนเสาหลักของ "บ้านหลังนี้" เลยทีเดียว หมอเอาใจใส่ดูแล   โฮเมอร์เป็นพิเศษ รวมถึงสอนวิชาความรู้ต่างๆ ในด้านแพทย์ให้แก่โฮเมอร์จนอาจบอกได้ว่าเขาเก่งพอๆ กับหมอเลยทีเดียว มาบัดนี้โฮเมอร์เริ่มโตเป็นหนุ่มเต็มตัว และเขาก็เริ่มเกิดความสงสัยถึงอนาคตตัวเอง และปรารถนาที่จะได้ออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเองบ้าง

จิตใจของโฮเมอร์เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเพราะความสับสนว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด มันถูกได้อย่างไรและมันผิดเพราะอะไร แม้เขาจะพยายามสักแค่ไหนที่จะทำแต่ในสิ่งที่ถูกและหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ผิดแล้ว แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงข้ามกัน เขาต้องผจญกับความขัดแย้งและความยุ่งยาก ทั้งทางด้านจิตใจและทางด้านสังคม เมื่อสิ่งที่เขาต้องการกลับเป็นสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่าไม่ถูก แต่สิ่งที่สังคมบอกว่าถูกเขากลับคิดต่อต้านมัน

 

 

 

 

คำถามที่น่าคิดคือทำไมความสับสนของโฮเมอร์ เวลส์ จึงเกิดขึ้น เป็นเพราะเขาไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก หรือเป็นเพราะใจของเขาไม่มีกรอบให้กับคำว่า “ถูก” และ “ผิด” ของตัวเองกันแน่ เขาพยายามแสดงออกถึงการต่อต้านการทำแท้ง เขาพยายามแสดงออกว่าตัดใจจากความรักครั้งแรกเพราะเชื่อสุดใจว่าสิ่งเหล่านั้นมัน “ผิด” หรือจริงๆ แล้วเขาคิดว่ามัน “ผิด” เพราะสังคมบอกว่ามันต้อง “ผิด”  

เมื่อไม่มีมาตรฐานใดจะมาตัดสินได้ว่าสิ่งใด “ถูก” สิ่งใด “ผิด” แล้วเราจะมาสนใจคำสองคำนี้กันอีกทำไม มนุษย์เราได้แต่ทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่า “ถูก” ที่สุดในช่วงชีวิตของคนเราไปเรื่อยๆ เท่านั้นมิใช่หรือ

การตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์ที่สังคมบอกว่า “ผิด” และเป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำให้หายไปจากสังคมนี้นั้น ในอีกมุมมองหนึ่ง มันได้ให้กำเนิดชีวิตที่เป็น “ความหวัง” ให้กับโลกใบนี้มาแล้วนักต่อนัก เช่นหนึ่งในความหวังที่จำรัสแสงงดงามเป็นประโยชน์กับวงการศิลปะอย่างมากมาย อาจารย์กรุณา  กุศลาสัย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์   (กวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ.2546

อาจารย์กรุณา กุศลาสัย ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้เป็นกำพร้ามาแต่เด็ก ท่านต้องกลายเป็นเด็กวัดตั้งแต่ยังทารก แต่ด้วยความตั้งใจและมุมานะในการศึกษาทางด้านวรรณคดีอินเดีย ท่านจึงได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภารตวิทยาจนเป็นพื้นฐานสำคัญในการแปลแต่งวรรณกรรมชิ้นเอกของอินเดียคือ มหากาพย์พุทธจริต ซึ่งเป็นวรรณคดีสันสกฤตพุทธประวัติฝ่ายมหายานที่มีชื่อเสียง และยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแปลมหาภารตยุทธ มหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่ของอินเดียอีกด้วย

ถ้านี้เรียกว่า “ผิด” แล้วอะไรจะเรียกว่าถูกละครับ

ความ “ถูก” ที่แท้จริงของชีวิตคนอาจไม่ใช่การเลือกทำแต่สิ่งที่ถูก หลีกเลี่ยงสิ่งที่ผิด แต่มันคือความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อผลของสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว ทั้งที่ “ถูก” และที่ “ผิด” เผชิญหน้าท้าทายมันอย่างองอาจและไม่น้อยใจในโชคชะตา

ผู้หญิงที่เป็นผู้หญิง

posted on 30 Dec 2008 13:33 by depatetae  in Political

 

 

คล้ายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับหน้าหนังสือพิมพ์เมืองไทยไปเสียแล้ว ที่ว่าเมื่อใกล้ถึง 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ จะต้องมีการนำเสนอผลสำรวจพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัยรุ่นออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายฉบับมักมุ่งเน้นผลสำรวจในเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเพื่อให้เข้ากับเทศกาล ต่อว่ากันเรื่อยๆ มาทั้งข่าวและลงท้ายความเห็นว่าวัยรุ่นไทยโดยเฉพาะผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัว มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ไม่สมเป็นกุลสตรีที่ดีของไทย

สิ่งที่น่าสะดุดใจจากสารที่หนังสือพิมพ์กำลังบอกพวกเราอยู่นั้นคือ จริงหรือหากที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่รักนวลสงวนตัว เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มมาแล้ว จะกลายเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจ เป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถเป็นคนดีของสังคมได้ แล้วถ้าจริงเธอเหล่านั้นจะกลายเป็นใครและมีที่อยู่มุมไหนในสังคมให้กับเธอได้บ้าง สุดท้ายเพศสัมพันธ์สำหรับเธอนั้นมันคืออะไรถ้าไม่ใช่ความผิดบาปที่สังคมตัดสินให้กับเธอ

ย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์การมองผู้หญิงในอุดมคติ ภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมที่ก่อตัวและเติบโตอย่างเข้มแข็งทำให้ ผู้หญิงเริ่มมีโอกาสเรียนหนังสือ ผู้หญิงสามารถถือครองทรัพย์สินเองได้ และเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานทางเพศที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องเหล่านี้ทำให้ผู้ชายชนชั้นกลางต้องสร้างกรอบผู้หญิงที่นิ่งๆ เรียบร้อย และไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศขึ้นมาว่าเป็นผู้หญิงที่ดีงาม เป็นตัวอย่างของสังคม เพราะลึกๆ แล้วกลัวที่จะถูกเพศหญิงยึดอำนาจ

สังคมไทยรับฐานคติเหล่านี้มาจากตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ ๔ เป็นความคิดซึ่งชาติตะวันตกตีตราว่ามีความศิวิไลซ์และเป็นของอารยชน เช่นนี้แล้วเราจึงถูกทำให้เชื่อว่าการมีความรักแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว มีเพศสัมพันธ์ได้ก็ต่อเมื่อแต่งงาน การแต่งตัวต้องเป็นไปอย่างมิดชิดและที่สำคัญต้องเปลี่ยนคำนำหน้านามเมื่อแต่งงานแล้ว

เห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ซึ่งกลายมาเป็นวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติและความคิดของเราในปัจจุบัน ถูกหล่อหลอมให้เรามาตั้งแต่ยังเล็ก ฉะนั้นทางแก้สำหรับปัญหานี้คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนค่านิยมของพ่อแม่เกี่ยวกับการสอนลูกให้รู้จักคิด เรื่อยมาจนถึงการพัฒนาบุคลากรและหลักสูตรของสถาบันการศึกษาที่ช่วยพัฒนาความคิดและการใช้เหตุผลให้ผู้ศึกษามองโลกได้กว้างขึ้น สามารถตัดสินได้เองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสมควรหรือไม่